|
กฎจราจรที่ควรรู้
|
|
|
1.
|
เขตปลอดภัย
หมายความว่า
พื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงให้เห็นได้ชัดเจนทุกเวลา สำหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอ หรือให้คนที่ขึ้นหรือลงรถหยุดรอก่อนจะข้ามทางต่อไป เช่น บริเวณที่ทาสีขาวกลางถนน หรือที่เรียกว่าเกาะสมมุติ เป็นต้น |
|
2.
|
ที่คับขัน
หมายความว่า
ทางที่มีการจราจรพลุกพล่านหรือมีสิ่งกีดขวางหรือในที่ซึ่งมองเห็นหรือทราบได้ล่วงหน้า ว่าอาจเกิดอันตราย หรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย |
|
3.
|
เมื่อผู้ขบขี่พบสัญญาณไฟกระพริบสีแดง จะต้องปฏิบัติอย่างไร
ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด (เส้นที่ขีดขวางถนน) เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจร แล้วให้ขับรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง |
|
4.
|
เมื่อผู้ขบขี่พบสัญญาณไฟกระพริบสีเหลือง จะต้องปฏิบัติอย่างไร
ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วของรถลงและขับผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง |
|
5.
|
สัญญาณจราจรไฟสีแดงที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องทางเดินรถ
หมายถึง
ห้ามผู้ขับขี่ขับรถในช่องทางเดินรถนั้นได้ |
|
6.
|
สัญญาณจราจรไฟสีเขียวที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องทางเดินรถ
หมายถึง
ห้ามผู้ขับขี่ขับรถในช่องทางเดินรถนั้นได้ |
|
7.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "หยุด" หมายความว่า รถทุกชนิดต้องหยุดให้รถและคนเดินเท้าในทางขวางหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้วเคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง |
|
8.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "ให้ทาง" หมายความว่า รถทุกชนิดต้องระมัดระวังและให้ทางแก่รถและคนเดินเท้าในทางขวาข้างหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้ว จึงให้เคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง |
|
9.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "ให้ชิดซ้าย" หมายความว่า ให้ขับรถไปทางด้านซ้ายของเครื่องหมาย |
|
10.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "วงเวียน" หมายความว่า ให้รถทุกชนิดเดินวนทางซ้ายของวงเวียน และรถที่เริ่มจะเข้าสู่ทางร่วมบริเวณ วงเวียนต้องหยุดให้สิทธิแก่รถที่แล่นอยู่ในรอบวงเวียนผ่านไปก่อน ห้ามขับรถหรือตัดหน้ารถที่อยู่ในเขตทางรอบบริเวณวงเวียน |
|
11.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "ห้ามกลับรถ" หมายความว่า ห้ามมิให้กลับรถไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ ในเขตทางที่ติดตั้งเครื่องหมาย |
|
12.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "ห้ามเลี้ยวซ้าย" หมายความว่า ห้ามมิให้เลี้ยวรถไปทางซ้าย |
|
13.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "ห้ามจอดรถ" หมายความว่า ห้ามจอดรถทุกชนิดในเขตทางที่ติดตั้งเครื่องหมาย |
|
14.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "ทางลื่น" หมายความว่า ทางข้างหน้าลื่นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ให้ขับรถให้ช้าลงให้มาก และระมัดระวังการลื่นไถล อย่าใช้ห้ามล้อโดยแรงและทันที การหยุดรถ การเบารถ หรือเลี้ยวรถ ในทางลื่นต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ |
|
15.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "สัญญาณไฟจราจร" หมายความว่า ทางข้างหน้ามีสัญญาณไฟจราจรติดตั้งอยู่ ให้ผู้ขับขี่รถเตรียมพร้อมที่จะหยุดรถได้ทันที |
|
16.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "ทางโค้งซ้าย" หมายความว่า ทางข้างหน้าโค้งไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง |
|
17.
|
เครื่องหมาย
หมายความว่า
เครื่องหมาย "ทางรถไฟตัดผ่านและไม่มีเครื่องกั้นทาง" หมายความว่า ให้ขับรถให้ช้าลงให้มากและสังเกตดูรถไฟทั้งขวาและทางซ้าย ถ้ามีรถไฟกำลังจะผ่านมาให้หยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟอย่างน้อย 5 เมตร แล้วรอคอยจนกว่ารถไฟนั้นผ่านพ้นไป และปลอดภัยแล้วจึงเคลื่อนรถต่อไปได้ ห้ามมิให้ขับรถตัดหน้ารถไฟในระยะที่อาจจะเกิดอันตรายได้เป็นอันขาด |
|
18.
|
รถลักษณะใดที่ห้ามนำมาใช้ในทาง
1. รถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง มีส่วนควบอุปกรณ์ไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หรืออาจเกิดอันตราย หรือเสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้รถ คนโดยสารหรือประชาชน เช่น รถที่มีโคมไฟหน้าหรือโคมท้ายชำรุด รถที่มีเครื่องห้ามล้อชำรุด รถที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล เอ รถที่มีควันดำเกินเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด รถที่ไม่มีกระจกด้านหน้า เป็นต้น 2. รถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน (ไม่ว่าจะ 1 หรือ 2 แผ่นป้าย) ไม่ติดเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี หรือเครื่องหมายอื่น ๆ ที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถกำหนด 3. รถที่มีเสียงอื้ออึงหรือมีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถ 4. รถที่มีล้อหรือส่วนที่สัมผัสกับผิวทางที่ไม่ใช่ยาง ยกเว้น รถที่ใช้ในราชการสงคราม หรือรถที่ใช้ในราชการตำรวจ 5. รถที่มีเสียงแตรได้ยินในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร 6. รถที่ผู้ขับขี่ยอมให้ผู้อื่นนั่งที่นั่งแถวหน้าเกินกว่า 2 คน (แถวด้านหน้า ห้ามนั่งเกินกว่า 2 คน โดยรวมคนขับด้วย) 7. รถที่ไม่ได้เสียภาษีประจำปี 8. รถที่ใช้แผ่นป้ายที่ทำขึ้นเอง |
|
19.
|
ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าเป็นระยะทางเท่าใด
ห่างพอสมควรในระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย |
|
20.
|
ในขณะขับรถผู้ขับขี่ต้องมีเอกสารชนิดใด
1. ใบอนุญาตขับรถ 2. สำเนาภาพถ่ายคู่มือจดทะเบียนรถ |
|
21.
|
ในการขับรถสวนทางกัน
ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
1. ให้ผู้ขับขี่รถชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถ หรือเส้นหรือแนวที่แบ่งทางเดินรถเป็นหลัก 2. ทางเดินรถที่แคบ ให้ผู้ขับขี่แต่ละฝ่ายลดความเร็วของรถลง เพื่อให้สวนทางกันได้โดยปลอดภัย 3. ทางเดินรถที่แคบซึ่งไม่อาจขับรถสวนทางกันได้โดยปลอดภัย ให้ผู้ขับขี่รถคันที่ใหญ่กว่าหยุดรถชิดขอบทางด้านซ้าย เพื่อให้ผู้ขับรถคันที่เล็กกว่าขับผ่านไปก่อน 4. กรณีที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วหรือหยุดรถให้รถคันที่สวนทางขับผ่านมาก่อน |
|
22.
|
การขับรถในกรณีที่ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวาง
ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
ขับรถหลีกสิ่งกีดขวางล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถทางด้านขวาได้ และต้องไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถที่สวนทางมา หากไม่สามารถขับผ่านไปได้ต้องหยุดรอให้รถที่ขับสวนทางรถขับผ่านมาก่อน |
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
กฎจราจรเบื้องต้น
ความรู้สำหรับคนเดินเท้า
ความรู้สำหรับคนเดินเท้า
1. การเดินถนน
- ถนนที่มีทางเท้าจัดไว้ควรเดินบนทางเท้า
อย่าเดินใกล้ทางรถ โดยหันหลังให้รถที่กำลังแล่นมา
ก่อนที่
จะก้าวลงทางรถต้องมองซ้าย-ขวาก่อนเสมอ
- ถนนที่ไม่มีทางเท้า
ควรเดินชิดขอบริมทางขวาของถนน และถ้ามากันเป็นหมู่คณะก็ไม่ควรเดินคู่กัน
ควรเดินเรียงเดี่ยว
- เวลาจูงเด็กควรให้เด็กเดินด้านในของถนนและจับมือเด็กไว้ให้มั่นเพื่อป้องกันเด็กวิ่งออกไปในทางรถ
- การเดินถนนในที่มืด
ควรสวมเสื้อขาวและถ้าเป็นไปได้ควรพกไฟฉายติดตัวไว้สำหรับส่องทาง
- แถวหรือขบวนทหาร ตำรวจ
ลูกเสือ
หรือนักเรียนที่เดินกันอย่างเป็นระเบียบจะเดินบนทางรถก็ได้โดย
เดินชิดทางรถด้านขวา
หรือด้านซ้ายตามความจำเป็น
2. การข้ามถนน
- ควรข้ามถนบนทางม้าลายทุกครั้ง
หรือใช้สะพานลอย ซึ่งถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
และหากจำเป็นต้อง
ข้ามถนนในเวลากลางคืนก็ควรหาที่ข้ามที่มีแสงสว่าง
- ก่อนข้ามถนนทุกครั้งควรมองซ้าย-ขวา
ให้แน่ใจว่าไม่มีรถกำลังแล่นมา จึงจะข้ามได้ และควรเดินอย่าง
รวดเร็ว
อย่าวิ่งข้ามถนน
- อย่าข้ามถนนโดยออกจากที่กำบังตัว
เช่น ออกจากซอย รถที่จอดอยู่
เพราะหากรถที่สวนมามองไม่เห็น
ล่วงหน้าอาจทำให้เกิดอันตรายได้
- การข้ามถนนที่รถเดินทางเดียว
ต้องแน่ใจเสียก่อนว่ารถแล่นมาทางไหนและมีความปลอดภัยพอจึงจะ
ข้ามได้
- ถนนที่มีเกาะกลางถนนต้องข้ามทีละครึ่งถนน
โดยข้ามครั้งแรกแล้วพักที่เกาะกลาง จากนั้นจึงข้างครึ่ง
หลังต่อไป
- การข้ามถนนในช่องทางข้ามที่บริเวณทางแยกควรระวังรถที่จะเลี้ยวเข้ามาหาตัวท่านด้วย
- อย่าข้ามถนนเมื่อตำรวจกำลังปล่อยรถเดินอยู่
หรือเมื่อตำรวจให้สัญญาณห้ามคนเดินเท้าอยู่ และถ้าไม่มี
ตำรวจแต่มีสัญญาณไฟคอยบอก
ถ้าเห็นรูปคนสีเขียวกะพริบขึ้นที่สัญญาณไฟก็ให้รีบข้ามถนนโดยเร็ว
3. การขึ้นลงรถประจำทาง
- อย่าขึ้นหรือลงรถประจำทางจนกว่ารถจะหยุดสนิทที่ป้ายหยุดรถ
และถ้าจะข้ามถนนต้องรอให้รถ
ประจำทางออกไปให้พ้นเสียก่อน
จะได้มองเห็นรถคันอื่นที่แล่นมาได้ชัดเจน
เป็นกฎบังคับอย่างเคร่งครัดที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารจะต้องสวมหมวกนิรภัยไม่ว่าใน
กรณีใดก็ตามเพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ซึ่งหากมีการละเมิดฝ่าฝืนไม่ทำตาม ทั้งผู้ขับขี่
และผู้โดยสารจะมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
เตือนตัวเองไว้เสมอว่า "อย่าลืมหมวก"
อ้างอิง : https://sites.google.com/site/kthmaycracr/home/kd-cracr-thi-khwr-ru
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ปัญหาการจราจรติดขัด
เมืองใหญ่ทั่วโลกประสบปัญหาการจราจรติดขัด
ยิ่งเมืองที่ไม่มีระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ปัญหายิ่งรุนแรง
อย่างมหานครลอสแองเจลลีส และวอชิงตัน ดีซี
ส่วนนครลอนดอนของอังกฤษแม้จะมีรถโดยสารสาธารณะและระบบรถไฟใต้ดิน
แต่จราจรก็ยังติดขัดอย่างมาก วันหนึ่งๆ ต้องเสียเวลาติดอยู่บนถนนนับชั่วโมง
จนทางการต้องนำมาตรการเก็บเงินรถที่จะผ่านเข้าไปในย่านธุรกิจกลางเมืองแบบสิงคโปร์มาใช้เมื่อต้นปีกลายนี้
และสามารถลดการติดขัดของการจราจรลงได้ระดับหนึ่ง จนหลายเมืองใหญ่ๆ
ในยุโรปดำริจะนำไปทดลองใช้บ้าง
มาตรการช่องจราจรสำหรับรถมวลชนหรือช่องจราจรที่จัดให้รถที่มีคนนั่งตั้งแต่ 2-3 คนขึ้นไปเข้าไปใช้ได้
ที่มีทั้งแบบไม่เก็บค่าใช้ทางและที่เก็บค่าใช้ทางได้ถูกนำมาใช้ในประเทศต่างๆ
ในสหรัฐอเมริกาการใช้ช่องจราจรมวลชน
จะเก็บค่าใช้ทางแปรตามช่วงเวลาและตามความคับคั่งมากน้อยของการจราจร
คือในช่วงเวลาเร่งรัดเช้า-เย็นเก็บในอัตราที่แพงกว่า
ช่วงเวลาอื่นที่การจราจรเบาบางเก็บอีกอัตราหนึ่ง บางเส้น
ทางที่เก็บตามความคับคั่งของการจราจรจะมีป้ายบอกข้อความ (variable message sign board) แจ้งให้ผู้ใช้ทางทราบถึงความคับคั่งของการจราจรและอัตราค่าผ่านทางในช่วงเวลาและช่วงของทางในขณะนั้นด้วย
รถยิ่งแน่นยิ่งเก็บแพง
เพื่อกันมิให้รถเข้าไปใช้และเพิ่มความคับคั่งมากยิ่งขึ้นไปอีก
ที่เขาทำอย่างนี้ได้เพราะค่าผ่านทางจ่ายด้วยการ์ดจึงไม่เสียเวลา
และไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้ทางที่แปรเปลี่ยน
การใช้มิติที่สามคือทางยกระดับหรือก่อสร้างอุโมงค์ถนนใต้ดิน
มิใช่การแก้ปัญหาการจราจรที่ถูกต้อง
เพราะยิ่งส่งเสริมให้คนใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น แทนที่จะปรับปรุงหรือจัดให้มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกรวดเร็ว
เพื่อให้คนทิ้งรถหันมาใช้การขนส่งที่ขนส่งผู้โดยสารได้เที่ยวละมากๆ
ไม่เปลืองพื้นที่ผิวจราจร
ในสหรัฐอเมริกาได้มีการสำรวจถึงสาเหตุที่ทำให้การจราจรติดขัด ดังนี้
1. สภาพถนนที่เป็นคอขวด
40 %
2. มีอุบัติเหตุเกิดบนถนน
25 %
3. สภาพอากาศ ฝนตก หิมะตก
15 %
4. มีงานก่อสร้างหรือซ่อมถนน
10 %
5. จังหวะสัญญาณไฟจราจรไม่ดี
5 %
6. เหตุการณ์พิเศษ มีงานหรือกิจกรรม 5
%
รวม
100 %
จากผลการสำรวจนี้เห็นได้ว่าพื้นผิวจราจรที่เปลี่ยนแปลงมีช่องจราจรลดลงเป็นคอขวดเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้รถต่างๆ
ต้องเบี่ยงเบนเปลี่ยนช่องจราจรเพื่อผ่านพ้นช่องแคบของคอขวดหรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุบนถนน
ความอะลุ่มอล่วยและความร่วมมือกันเท่านั้นที่จะผ่อนปรนปัญหานี้ได้ ในประเทศไทยหากพิจารณาถึงสาเหตุของจราจรติดขัดข้างต้นแล้ว
จังหวะสัญญาณไฟจราจรที่ไม่เหมาะสมน่าจะมีผลกระทบต่อการจราจรมากกว่า
เพราะหลักการของการใช้ไฟสัญญาณจราจรนั้น
พยายามทำให้รถผ่านทางแยกไปให้ได้มากและปลอดภัยที่สุดในช่วงระยะเวลาเท่าๆ กัน
เมื่อได้ไฟเขียวรถควรวิ่งผ่านทางแยกอย่างพรั่งพรู
มีระยะห่างระหว่างรถ (gap) ไม่มากนัก เมื่อใดที่ gap เริ่มห่างแสดงว่ารถเริ่มผ่านอย่างไม่พรั่งพรูต่อเนื่อง
ควรหยุดเพื่อเปิดเวลาให้รถในอีกทิศทางหนึ่งผ่านทางแยกไป
การจัดจังหวะสัญญาณไฟ (signal phasing) แบบนี้รถจะผ่านทางแยกได้มาก
บางท่านอาจแย้งว่าในแต่ละวงรอบของจังหวะสัญญาณไฟ
จะมีช่วงเริ่มต้นออกรถที่เสียเวลาไป (starting delay) ประมาณ 1-3 วินาทีขึ้นกับความพร้อมและตื่นตัวของผู้ใช้รถ
แต่ปัจจุบันมีสัญญาณไฟที่มีเวลาบอกไว้ด้วย
ช่วยให้ผู้ใช้รถรู้ตัวก่อนและเตรียมตัวออกรถได้เร็วขึ้นเมื่อได้รับสัญญาณไฟเขียว
ปัจจุบันตำรวจจะโบกเร่งให้รถวิ่งผ่านทางแยกทั้งที่ยังอยู่ห่างไกล
ทำให้ช่วงจังหวะไฟเขียวช่วงนั้นมีรถผ่านได้เพียงไม่กี่คันเท่านั้นเป็นการสูญเปล่าของเวลาสัญญาณไฟ
การใช้ระบบสัญญาณไฟจราจรแบบเชื่อมโยงต่อเนื่องโดยทุกทางแยกต่อวงจรเชื่อมโยงกันและควบคุมโดยศูนย์ควบคุม
เมื่อรถวิ่งผ่านทางแยกหนึ่งแล้ววิ่งต่อไปด้วยความเร็วคงที่อันหนึ่งจะได้จังหวะสัญญาณไฟเขียวให้วิ่งผ่านแยกต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
ได้เคยนำระบบนี้มาทดลองใช้แล้วทั้งในกรุงเทพและที่เชียงใหม่
แต่ข้อจำกัดอยู่ที่ถนนในบ้านเราไม่ได้เป็นบล็อก จึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและเย็น
เจ้าหน้าที่ยังนิยมที่จะเปิดปิดสัญญาณไฟจราจรเองแทนที่จะปล่อยอัตโนมัติตามจังหวะที่ตั้งไว้
และมักจะเปิดช่วงสัญญาณไฟเขียวในแต่ละทิศทางนานๆเพื่อระบายรถให้ผ่านไปจนไม่มีหางแถว
เป็นการสูญเสียเวลาของไฟเขียวที่ควรจะให้รถผ่านไปอย่างพรั่งพรู
ในสหรัฐอเมริกา ปัญหาจราจรติดขัดได้ถูกจัดให้เป็นปัญหาระดับชาติ
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการขนส่งออกมารณรงค์แก้ไขโดยกำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์ของประเทศ
และวางหลักการแก้ไขไว้ 5 ประการหลัก ดังนี้
ลดความคับคั่งในเขตเมือง โดยขอความร่วมมือจากชุมชนในเขตเมืองนั้นในเรื่องต่อไปนี้
1. จัดให้มีการเก็บเงินเมื่อรถจะเข้าสู่เขตเมืองชั้นในที่หนาแน่น
โดยแปรเปลี่ยนอัตราค่าผ่านเข้าเมืองตามความคับคั่งของการจราจร
2. จัดให้มีระบบรถโดยสารด่วนสาธารณะ
เพื่อจูงใจให้คนใช้ระบบขนส่งสาธารณะและลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
3. ขอความร่วมมือจากกลุ่มนายจ้างที่มีลูกจ้างมากๆ
ให้นำระบบสื่อสารทันสมัยมาใช้ในการติดต่องาน (tele communication) เพื่อลดการเดินทางติดต่อกันลง
และปรับเวลาเข้าและเลิกงานให้เป็นแบบเลื่อมเวลากัน
ส่งเสริมให้มีการพัฒนาการดำเนินการและใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ
เพื่อให้การติดต่อสื่อสาร การกระจายข้อมูลการจราจรเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว โดย
1. ส่งเสริมภาครัฐให้จัดหาทุนมาพัฒนาด้านการจราจร
จัดให้มีการกระจายข่าวข้อมูลสภาพการจราจรในขณะนั้น (real time) ให้แก่ผู้ใช้ทางผ่านระบบต่างๆ เช่น ป้ายบอกข้อความ วิทยุ และอินเตอร์เน็ท
2. นำเอาระบบขนส่งอัจฉริยะ Intelligent
Transport System, ITS. มาช่วยในการลดปัญหาการจราจรคับคั่ง
3. ปรับปรุงหลักการปฏิบัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
ให้สามารถแยกรถคู่กรณีได้โดยเร็ว โดยการปรับแก้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ร่วมมือกันจัดให้มีการแข่งขันกันในการแก้ไขปัญหา
โดย
1. เลือกถนนที่มีการติดขัดมาก 2 –
3 ตอน และต้องมีการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรระยะยาว
แล้วปล่อยให้มีการแข่งขันกันในการดำเนินการบริหารจัดการให้บรรลุเป้าหมาย
2. หาวิธีการที่ทันสมัยมาเพื่อพัฒนาการแก้ไขปัญหารถติด
และมองหาแหล่งงบประมาณทางเลือกอื่นที่จะนำมาใช้พัฒนาด้วย
3. ถนนที่ต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างรีบด่วน
ให้จัดสรรงบประมาณให้อย่างรวดเร็วทันทีจากกองทุนหรือเงินพิเศษจากโครงการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด
กำหนดจุดที่มีการติดขัดด้านการขนส่งสินค้า
และกำหนดนโยบายระยะยาวในการแก้ไขปัญหาความคับคั่งของการขนส่งสินค้าให้เป็นนโยบายแห่งชาติ
1. ปรับปรุงคณะทำงานในระดับกรมที่มุ่งเฉพาะระบบการขนส่งแต่ละประเภท
(mode) ให้เป็นคณะใหญ่ขึ้นเพื่อรวมเอาระบบการขนส่งประเภทต่างๆเข้ามาอยู่รวมกัน
และรวบรวมผู้ประกอบการขนส่งในระบบต่างๆมาร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดแนวทางแก้ไขทั้งระยะปานกลางและระยะยาว
โดยประสานระบบการขนส่งต่างๆเข้าด้วยกัน
2. รวบรวมผู้ประกอบธุรกิจต่างๆทั้งอุตสาหกรรม
เกษตรกรรมและเทคโนโลยีที่ต้องมีการขนส่งบริการ และผู้ประกอบธุรกิจด้านขนส่ง และ
logistics เข้ามารวมกัน
และจัดระบบบริหารแบบมี CEO เป็นผู้กำกับดูแล
3. จัดให้มีบอร์ดอาวุโสเพื่อแก้ไขปัญหาการติดขัด
โดยจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาความคับคั่ง
เร่งรัดโครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการขนส่งทางอากาศ
และกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณในอนาคต
1. ส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบการขนส่งทางอากาศที่ทันสมัย
มีขีดความสามารถในการขนส่งได้ปริมาณมากขึ้น และลดการติดขัดของการจราจรทางอากาศ
2. ปรับปรุงประสิทธิภาพและลดความล่าช้า (delay) ที่สนามบินสำคัญๆ
ในระยะใกล้นี้ต้องแก้ไขการควบคุมการบินที่มีเที่ยวบินหนาแน่นมาก
ในระยะยาวอาจต้องแก้ไขเรื่องพื้นที่น่านฟ้า
และใช้หลักการตลาดมาบริหารจัดการลดความคับคั่งที่สนามบินที่หนาแน่นมากๆ
3. ให้ทุกองค์กรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการขนส่งทางอากาศให้ได้ปริมาณมากขึ้น
4. ต้องไม่ลืมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาข้างต้นด้วย
ทุกประเทศจะต้องพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาการจราจรคับคั่งติดขัดทั้งด้านการขนส่งคนและสินค้า
การแก้ไขมิได้อยู่ที่การลดอัตราการเติบโตของการขนส่ง
แต่ต้องหาวิธีการใดๆที่มีประสิทธิภาพมาแก้ความติดขัดให้บรรเทาลดลง
การลงทุนเพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดนั้นเป็นการลงทุนที่ถูกต้องคุ้มค่า
เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่เสียเวลาเดินทาง
ทำให้การเดินทางและการขนส่งสินค้ามีความแน่นอนตรงต่อเวลา
การคมนาคมดีย่อมส่งเสริมให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตขึ้นด้วย
เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นนั้นสร้างงานให้ผู้คนมีรายได้
รวมทั้งการแก้ไขปัญหาจราจรทำให้มีงานเกิดขึ้นมากมายด้วย
แม้รัฐบาลจะขาดแคลนงบประมาณเพียงใด ก็ต้องหาแนวทางอื่นมาช่วยในการลงทุนเพื่อการนี้
การที่รัฐบาลไทยให้เอกชนมาลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน 3 สายด้วยระบบสัญญาแบบ Design
– Build and Operate นั้นก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนในการพัฒนาระบบขนส่ง
ต้องถือว่าการขนส่งของชาติมิใช่ภารกิจของราชการเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










