วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กฎจราจรเบื้องต้น

กฎจราจรที่ควรรู้
1.
เขตปลอดภัย หมายความว่า
          พื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงให้เห็นได้ชัดเจนทุกเวลา สำหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอ หรือให้คนที่ขึ้นหรือลงรถหยุดรอก่อนจะข้ามทางต่อไป เช่น บริเวณที่ทาสีขาวกลางถนน หรือที่เรียกว่าเกาะสมมุติ เป็นต้น
2.
ที่คับขัน หมายความว่า
          ทางที่มีการจราจรพลุกพล่านหรือมีสิ่งกีดขวางหรือในที่ซึ่งมองเห็นหรือทราบได้ล่วงหน้า ว่าอาจเกิดอันตราย หรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย
3.
เมื่อผู้ขบขี่พบสัญญาณไฟกระพริบสีแดง จะต้องปฏิบัติอย่างไร
          ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด (เส้นที่ขีดขวางถนน) เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจร แล้วให้ขับรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง
4.
เมื่อผู้ขบขี่พบสัญญาณไฟกระพริบสีเหลือง จะต้องปฏิบัติอย่างไร
          ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วของรถลงและขับผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง
5.
สัญญาณจราจรไฟสีแดงที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องทางเดินรถ หมายถึง 
          ห้ามผู้ขับขี่ขับรถในช่องทางเดินรถนั้นได้
6.
สัญญาณจราจรไฟสีเขียวที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องทางเดินรถ หมายถึง 
          ห้ามผู้ขับขี่ขับรถในช่องทางเดินรถนั้นได้
7.
เครื่องหมาย



หมายความว่า
          เครื่องหมาย "หยุด" หมายความว่า รถทุกชนิดต้องหยุดให้รถและคนเดินเท้าในทางขวางหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้วเคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง
8.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "ให้ทาง" หมายความว่า รถทุกชนิดต้องระมัดระวังและให้ทางแก่รถและคนเดินเท้าในทางขวาข้างหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้ว จึงให้เคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง
9.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "ให้ชิดซ้าย" หมายความว่า ให้ขับรถไปทางด้านซ้ายของเครื่องหมาย
10.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "วงเวียน" หมายความว่า ให้รถทุกชนิดเดินวนทางซ้ายของวงเวียน และรถที่เริ่มจะเข้าสู่ทางร่วมบริเวณ วงเวียนต้องหยุดให้สิทธิแก่รถที่แล่นอยู่ในรอบวงเวียนผ่านไปก่อน ห้ามขับรถหรือตัดหน้ารถที่อยู่ในเขตทางรอบบริเวณวงเวียน
11.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "ห้ามกลับรถ" หมายความว่า ห้ามมิให้กลับรถไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ ในเขตทางที่ติดตั้งเครื่องหมาย
12.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "ห้ามเลี้ยวซ้าย" หมายความว่า ห้ามมิให้เลี้ยวรถไปทางซ้าย
13.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "ห้ามจอดรถ" หมายความว่า ห้ามจอดรถทุกชนิดในเขตทางที่ติดตั้งเครื่องหมาย
14.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "ทางลื่น" หมายความว่า ทางข้างหน้าลื่นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ให้ขับรถให้ช้าลงให้มาก และระมัดระวังการลื่นไถล อย่าใช้ห้ามล้อโดยแรงและทันที การหยุดรถ การเบารถ หรือเลี้ยวรถ ในทางลื่นต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
15.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "สัญญาณไฟจราจร" หมายความว่า ทางข้างหน้ามีสัญญาณไฟจราจรติดตั้งอยู่ ให้ผู้ขับขี่รถเตรียมพร้อมที่จะหยุดรถได้ทันที
16.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "ทางโค้งซ้าย" หมายความว่า ทางข้างหน้าโค้งไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง
17.
เครื่องหมาย

หมายความว่า
          เครื่องหมาย "ทางรถไฟตัดผ่านและไม่มีเครื่องกั้นทาง" หมายความว่า ให้ขับรถให้ช้าลงให้มากและสังเกตดูรถไฟทั้งขวาและทางซ้าย ถ้ามีรถไฟกำลังจะผ่านมาให้หยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟอย่างน้อย 5 เมตร แล้วรอคอยจนกว่ารถไฟนั้นผ่านพ้นไป และปลอดภัยแล้วจึงเคลื่อนรถต่อไปได้ ห้ามมิให้ขับรถตัดหน้ารถไฟในระยะที่อาจจะเกิดอันตรายได้เป็นอันขาด
18.
รถลักษณะใดที่ห้ามนำมาใช้ในทาง
          1. รถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง มีส่วนควบอุปกรณ์ไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หรืออาจเกิดอันตราย หรือเสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้รถ คนโดยสารหรือประชาชน เช่น รถที่มีโคมไฟหน้าหรือโคมท้ายชำรุด รถที่มีเครื่องห้ามล้อชำรุด รถที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล เอ รถที่มีควันดำเกินเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด รถที่ไม่มีกระจกด้านหน้า เป็นต้น
          2. รถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน (ไม่ว่าจะ 1 หรือ 2 แผ่นป้าย) ไม่ติดเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี หรือเครื่องหมายอื่น ๆ ที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถกำหนด
          3. รถที่มีเสียงอื้ออึงหรือมีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถ
          4. รถที่มีล้อหรือส่วนที่สัมผัสกับผิวทางที่ไม่ใช่ยาง ยกเว้น รถที่ใช้ในราชการสงคราม หรือรถที่ใช้ในราชการตำรวจ
          5. รถที่มีเสียงแตรได้ยินในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร
          6. รถที่ผู้ขับขี่ยอมให้ผู้อื่นนั่งที่นั่งแถวหน้าเกินกว่า 2 คน (แถวด้านหน้า ห้ามนั่งเกินกว่า 2 คน โดยรวมคนขับด้วย)
          7. รถที่ไม่ได้เสียภาษีประจำปี
          8. รถที่ใช้แผ่นป้ายที่ทำขึ้นเอง
19.
ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าเป็นระยะทางเท่าใด
          ห่างพอสมควรในระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย
20.
ในขณะขับรถผู้ขับขี่ต้องมีเอกสารชนิดใด
          1. ใบอนุญาตขับรถ
          2. สำเนาภาพถ่ายคู่มือจดทะเบียนรถ
21.
ในการขับรถสวนทางกัน ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
          1. ให้ผู้ขับขี่รถชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถ หรือเส้นหรือแนวที่แบ่งทางเดินรถเป็นหลัก
          2. ทางเดินรถที่แคบ ให้ผู้ขับขี่แต่ละฝ่ายลดความเร็วของรถลง เพื่อให้สวนทางกันได้โดยปลอดภัย
          3. ทางเดินรถที่แคบซึ่งไม่อาจขับรถสวนทางกันได้โดยปลอดภัย ให้ผู้ขับขี่รถคันที่ใหญ่กว่าหยุดรถชิดขอบทางด้านซ้าย เพื่อให้ผู้ขับรถคันที่เล็กกว่าขับผ่านไปก่อน
          4. กรณีที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วหรือหยุดรถให้รถคันที่สวนทางขับผ่านมาก่อน
22.
การขับรถในกรณีที่ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวาง ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
          ขับรถหลีกสิ่งกีดขวางล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถทางด้านขวาได้ และต้องไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถที่สวนทางมา หากไม่สามารถขับผ่านไปได้ต้องหยุดรอให้รถที่ขับสวนทางรถขับผ่านมาก่อน


ความรู้สำหรับคนเดินเท้า

ความรู้สำหรับคนเดินเท้า

1. การเดินถนน

ถนนที่มีทางเท้าจัดไว้ควรเดินบนทางเท้า อย่าเดินใกล้ทางรถ โดยหันหลังให้รถที่กำลังแล่นมา ก่อนที่

จะก้าวลงทางรถต้องมองซ้าย-ขวาก่อนเสมอ

ถนนที่ไม่มีทางเท้า ควรเดินชิดขอบริมทางขวาของถนน และถ้ามากันเป็นหมู่คณะก็ไม่ควรเดินคู่กัน 
ควรเดินเรียงเดี่ยว

เวลาจูงเด็กควรให้เด็กเดินด้านในของถนนและจับมือเด็กไว้ให้มั่นเพื่อป้องกันเด็กวิ่งออกไปในทางรถ

การเดินถนนในที่มืด ควรสวมเสื้อขาวและถ้าเป็นไปได้ควรพกไฟฉายติดตัวไว้สำหรับส่องทาง

แถวหรือขบวนทหาร ตำรวจ ลูกเสือ หรือนักเรียนที่เดินกันอย่างเป็นระเบียบจะเดินบนทางรถก็ได้โดย

เดินชิดทางรถด้านขวา หรือด้านซ้ายตามความจำเป็น

2. การข้ามถนน

ควรข้ามถนบนทางม้าลายทุกครั้ง หรือใช้สะพานลอย ซึ่งถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และหากจำเป็นต้อง

ข้ามถนนในเวลากลางคืนก็ควรหาที่ข้ามที่มีแสงสว่าง

ก่อนข้ามถนนทุกครั้งควรมองซ้าย-ขวา ให้แน่ใจว่าไม่มีรถกำลังแล่นมา จึงจะข้ามได้ และควรเดินอย่าง

รวดเร็ว อย่าวิ่งข้ามถนน

อย่าข้ามถนนโดยออกจากที่กำบังตัว เช่น ออกจากซอย รถที่จอดอยู่ เพราะหากรถที่สวนมามองไม่เห็น

ล่วงหน้าอาจทำให้เกิดอันตรายได้

การข้ามถนนที่รถเดินทางเดียว ต้องแน่ใจเสียก่อนว่ารถแล่นมาทางไหนและมีความปลอดภัยพอจึงจะ

ข้ามได้

ถนนที่มีเกาะกลางถนนต้องข้ามทีละครึ่งถนน โดยข้ามครั้งแรกแล้วพักที่เกาะกลาง จากนั้นจึงข้างครึ่ง

หลังต่อไป

การข้ามถนนในช่องทางข้ามที่บริเวณทางแยกควรระวังรถที่จะเลี้ยวเข้ามาหาตัวท่านด้วย

อย่าข้ามถนนเมื่อตำรวจกำลังปล่อยรถเดินอยู่ หรือเมื่อตำรวจให้สัญญาณห้ามคนเดินเท้าอยู่ และถ้าไม่มี

ตำรวจแต่มีสัญญาณไฟคอยบอก ถ้าเห็นรูปคนสีเขียวกะพริบขึ้นที่สัญญาณไฟก็ให้รีบข้ามถนนโดยเร็ว

3. การขึ้นลงรถประจำทาง

อย่าขึ้นหรือลงรถประจำทางจนกว่ารถจะหยุดสนิทที่ป้ายหยุดรถ และถ้าจะข้ามถนนต้องรอให้รถ

ประจำทางออกไปให้พ้นเสียก่อน จะได้มองเห็นรถคันอื่นที่แล่นมาได้ชัดเจน

การสวมหมวกนิรภัย หรือหมวกกันน็อค

เป็นกฎบังคับอย่างเคร่งครัดที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารจะต้องสวมหมวกนิรภัยไม่ว่าใน

กรณีใดก็ตามเพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งหากมีการละเมิดฝ่าฝืนไม่ทำตาม ทั้งผู้ขับขี่

และผู้โดยสารจะมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท เตือนตัวเองไว้เสมอว่า "อย่าลืมหมวก"


อ้างอิง : https://sites.google.com/site/kthmaycracr/home/kd-cracr-thi-khwr-ru

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปัญหาการจราจรติดขัด

เมืองใหญ่ทั่วโลกประสบปัญหาการจราจรติดขัด  ยิ่งเมืองที่ไม่มีระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ  ปัญหายิ่งรุนแรง อย่างมหานครลอสแองเจลลีส และวอชิงตัน ดีซี  ส่วนนครลอนดอนของอังกฤษแม้จะมีรถโดยสารสาธารณะและระบบรถไฟใต้ดิน แต่จราจรก็ยังติดขัดอย่างมาก วันหนึ่งๆ ต้องเสียเวลาติดอยู่บนถนนนับชั่วโมง  

จนทางการต้องนำมาตรการเก็บเงินรถที่จะผ่านเข้าไปในย่านธุรกิจกลางเมืองแบบสิงคโปร์มาใช้เมื่อต้นปีกลายนี้ และสามารถลดการติดขัดของการจราจรลงได้ระดับหนึ่ง  จนหลายเมืองใหญ่ๆ ในยุโรปดำริจะนำไปทดลองใช้บ้าง  มาตรการช่องจราจรสำหรับรถมวลชนหรือช่องจราจรที่จัดให้รถที่มีคนนั่งตั้งแต่ 2-3 คนขึ้นไปเข้าไปใช้ได้ ที่มีทั้งแบบไม่เก็บค่าใช้ทางและที่เก็บค่าใช้ทางได้ถูกนำมาใช้ในประเทศต่างๆ 
ในสหรัฐอเมริกาการใช้ช่องจราจรมวลชน จะเก็บค่าใช้ทางแปรตามช่วงเวลาและตามความคับคั่งมากน้อยของการจราจร คือในช่วงเวลาเร่งรัดเช้า-เย็นเก็บในอัตราที่แพงกว่า  ช่วงเวลาอื่นที่การจราจรเบาบางเก็บอีกอัตราหนึ่ง  บางเส้น ทางที่เก็บตามความคับคั่งของการจราจรจะมีป้ายบอกข้อความ (variable message sign board)  แจ้งให้ผู้ใช้ทางทราบถึงความคับคั่งของการจราจรและอัตราค่าผ่านทางในช่วงเวลาและช่วงของทางในขณะนั้นด้วย รถยิ่งแน่นยิ่งเก็บแพง เพื่อกันมิให้รถเข้าไปใช้และเพิ่มความคับคั่งมากยิ่งขึ้นไปอีก  
ที่เขาทำอย่างนี้ได้เพราะค่าผ่านทางจ่ายด้วยการ์ดจึงไม่เสียเวลา  และไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้ทางที่แปรเปลี่ยน การใช้มิติที่สามคือทางยกระดับหรือก่อสร้างอุโมงค์ถนนใต้ดิน มิใช่การแก้ปัญหาการจราจรที่ถูกต้อง  เพราะยิ่งส่งเสริมให้คนใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น แทนที่จะปรับปรุงหรือจัดให้มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกรวดเร็ว เพื่อให้คนทิ้งรถหันมาใช้การขนส่งที่ขนส่งผู้โดยสารได้เที่ยวละมากๆ ไม่เปลืองพื้นที่ผิวจราจร
ในสหรัฐอเมริกาได้มีการสำรวจถึงสาเหตุที่ทำให้การจราจรติดขัด ดังนี้
 1. สภาพถนนที่เป็นคอขวด   40 %
 2. มีอุบัติเหตุเกิดบนถนน    25 %
 3. สภาพอากาศ ฝนตก หิมะตก  15 %
 4. มีงานก่อสร้างหรือซ่อมถนน   10 %
 5. จังหวะสัญญาณไฟจราจรไม่ดี   5 %
 6. เหตุการณ์พิเศษ มีงานหรือกิจกรรม  5 %
                     รวม                     100 %

จากผลการสำรวจนี้เห็นได้ว่าพื้นผิวจราจรที่เปลี่ยนแปลงมีช่องจราจรลดลงเป็นคอขวดเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้รถต่างๆ ต้องเบี่ยงเบนเปลี่ยนช่องจราจรเพื่อผ่านพ้นช่องแคบของคอขวดหรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุบนถนน ความอะลุ่มอล่วยและความร่วมมือกันเท่านั้นที่จะผ่อนปรนปัญหานี้ได้  ในประเทศไทยหากพิจารณาถึงสาเหตุของจราจรติดขัดข้างต้นแล้ว จังหวะสัญญาณไฟจราจรที่ไม่เหมาะสมน่าจะมีผลกระทบต่อการจราจรมากกว่า  เพราะหลักการของการใช้ไฟสัญญาณจราจรนั้น พยายามทำให้รถผ่านทางแยกไปให้ได้มากและปลอดภัยที่สุดในช่วงระยะเวลาเท่าๆ กัน 
เมื่อได้ไฟเขียวรถควรวิ่งผ่านทางแยกอย่างพรั่งพรู มีระยะห่างระหว่างรถ (gap) ไม่มากนัก เมื่อใดที่ gap เริ่มห่างแสดงว่ารถเริ่มผ่านอย่างไม่พรั่งพรูต่อเนื่อง ควรหยุดเพื่อเปิดเวลาให้รถในอีกทิศทางหนึ่งผ่านทางแยกไป  การจัดจังหวะสัญญาณไฟ (signal phasing) แบบนี้รถจะผ่านทางแยกได้มาก  บางท่านอาจแย้งว่าในแต่ละวงรอบของจังหวะสัญญาณไฟ จะมีช่วงเริ่มต้นออกรถที่เสียเวลาไป (starting delay) ประมาณ 1-3 วินาทีขึ้นกับความพร้อมและตื่นตัวของผู้ใช้รถ แต่ปัจจุบันมีสัญญาณไฟที่มีเวลาบอกไว้ด้วย ช่วยให้ผู้ใช้รถรู้ตัวก่อนและเตรียมตัวออกรถได้เร็วขึ้นเมื่อได้รับสัญญาณไฟเขียว ปัจจุบันตำรวจจะโบกเร่งให้รถวิ่งผ่านทางแยกทั้งที่ยังอยู่ห่างไกล ทำให้ช่วงจังหวะไฟเขียวช่วงนั้นมีรถผ่านได้เพียงไม่กี่คันเท่านั้นเป็นการสูญเปล่าของเวลาสัญญาณไฟ การใช้ระบบสัญญาณไฟจราจรแบบเชื่อมโยงต่อเนื่องโดยทุกทางแยกต่อวงจรเชื่อมโยงกันและควบคุมโดยศูนย์ควบคุม เมื่อรถวิ่งผ่านทางแยกหนึ่งแล้ววิ่งต่อไปด้วยความเร็วคงที่อันหนึ่งจะได้จังหวะสัญญาณไฟเขียวให้วิ่งผ่านแยกต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ได้เคยนำระบบนี้มาทดลองใช้แล้วทั้งในกรุงเทพและที่เชียงใหม่ แต่ข้อจำกัดอยู่ที่ถนนในบ้านเราไม่ได้เป็นบล็อก จึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและเย็น เจ้าหน้าที่ยังนิยมที่จะเปิดปิดสัญญาณไฟจราจรเองแทนที่จะปล่อยอัตโนมัติตามจังหวะที่ตั้งไว้ และมักจะเปิดช่วงสัญญาณไฟเขียวในแต่ละทิศทางนานๆเพื่อระบายรถให้ผ่านไปจนไม่มีหางแถว เป็นการสูญเสียเวลาของไฟเขียวที่ควรจะให้รถผ่านไปอย่างพรั่งพรู

ในสหรัฐอเมริกา ปัญหาจราจรติดขัดได้ถูกจัดให้เป็นปัญหาระดับชาติ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการขนส่งออกมารณรงค์แก้ไขโดยกำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์ของประเทศ และวางหลักการแก้ไขไว้ 5 ประการหลัก ดังนี้

   ลดความคับคั่งในเขตเมือง โดยขอความร่วมมือจากชุมชนในเขตเมืองนั้นในเรื่องต่อไปนี้

1. จัดให้มีการเก็บเงินเมื่อรถจะเข้าสู่เขตเมืองชั้นในที่หนาแน่น โดยแปรเปลี่ยนอัตราค่าผ่านเข้าเมืองตามความคับคั่งของการจราจร
2.    จัดให้มีระบบรถโดยสารด่วนสาธารณะ เพื่อจูงใจให้คนใช้ระบบขนส่งสาธารณะและลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
3. ขอความร่วมมือจากกลุ่มนายจ้างที่มีลูกจ้างมากๆ ให้นำระบบสื่อสารทันสมัยมาใช้ในการติดต่องาน (tele communication)  เพื่อลดการเดินทางติดต่อกันลง และปรับเวลาเข้าและเลิกงานให้เป็นแบบเลื่อมเวลากัน

 ส่งเสริมให้มีการพัฒนาการดำเนินการและใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้การติดต่อสื่อสาร การกระจายข้อมูลการจราจรเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว โดย

1. ส่งเสริมภาครัฐให้จัดหาทุนมาพัฒนาด้านการจราจร จัดให้มีการกระจายข่าวข้อมูลสภาพการจราจรในขณะนั้น (real time) ให้แก่ผู้ใช้ทางผ่านระบบต่างๆ เช่น ป้ายบอกข้อความ วิทยุ และอินเตอร์เน็ท
2. นำเอาระบบขนส่งอัจฉริยะ  Intelligent Transport System, ITS. มาช่วยในการลดปัญหาการจราจรคับคั่ง
3. ปรับปรุงหลักการปฏิบัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ให้สามารถแยกรถคู่กรณีได้โดยเร็ว โดยการปรับแก้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 ร่วมมือกันจัดให้มีการแข่งขันกันในการแก้ไขปัญหา โดย

1. เลือกถนนที่มีการติดขัดมาก 2 – 3 ตอน และต้องมีการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรระยะยาว แล้วปล่อยให้มีการแข่งขันกันในการดำเนินการบริหารจัดการให้บรรลุเป้าหมาย 
2. หาวิธีการที่ทันสมัยมาเพื่อพัฒนาการแก้ไขปัญหารถติด และมองหาแหล่งงบประมาณทางเลือกอื่นที่จะนำมาใช้พัฒนาด้วย
3. ถนนที่ต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างรีบด่วน ให้จัดสรรงบประมาณให้อย่างรวดเร็วทันทีจากกองทุนหรือเงินพิเศษจากโครงการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด

 กำหนดจุดที่มีการติดขัดด้านการขนส่งสินค้า และกำหนดนโยบายระยะยาวในการแก้ไขปัญหาความคับคั่งของการขนส่งสินค้าให้เป็นนโยบายแห่งชาติ

1. ปรับปรุงคณะทำงานในระดับกรมที่มุ่งเฉพาะระบบการขนส่งแต่ละประเภท (mode) ให้เป็นคณะใหญ่ขึ้นเพื่อรวมเอาระบบการขนส่งประเภทต่างๆเข้ามาอยู่รวมกัน และรวบรวมผู้ประกอบการขนส่งในระบบต่างๆมาร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดแนวทางแก้ไขทั้งระยะปานกลางและระยะยาว โดยประสานระบบการขนส่งต่างๆเข้าด้วยกัน
2. รวบรวมผู้ประกอบธุรกิจต่างๆทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและเทคโนโลยีที่ต้องมีการขนส่งบริการ และผู้ประกอบธุรกิจด้านขนส่ง และ   logistics เข้ามารวมกัน และจัดระบบบริหารแบบมี CEO เป็นผู้กำกับดูแล
3. จัดให้มีบอร์ดอาวุโสเพื่อแก้ไขปัญหาการติดขัด โดยจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาความคับคั่ง
เร่งรัดโครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการขนส่งทางอากาศ และกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณในอนาคต

1. ส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบการขนส่งทางอากาศที่ทันสมัย มีขีดความสามารถในการขนส่งได้ปริมาณมากขึ้น และลดการติดขัดของการจราจรทางอากาศ
2. ปรับปรุงประสิทธิภาพและลดความล่าช้า (delay) ที่สนามบินสำคัญๆ ในระยะใกล้นี้ต้องแก้ไขการควบคุมการบินที่มีเที่ยวบินหนาแน่นมาก ในระยะยาวอาจต้องแก้ไขเรื่องพื้นที่น่านฟ้า และใช้หลักการตลาดมาบริหารจัดการลดความคับคั่งที่สนามบินที่หนาแน่นมากๆ
3. ให้ทุกองค์กรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการขนส่งทางอากาศให้ได้ปริมาณมากขึ้น
4. ต้องไม่ลืมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาข้างต้นด้วย

ทุกประเทศจะต้องพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาการจราจรคับคั่งติดขัดทั้งด้านการขนส่งคนและสินค้า การแก้ไขมิได้อยู่ที่การลดอัตราการเติบโตของการขนส่ง แต่ต้องหาวิธีการใดๆที่มีประสิทธิภาพมาแก้ความติดขัดให้บรรเทาลดลง การลงทุนเพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดนั้นเป็นการลงทุนที่ถูกต้องคุ้มค่า เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่เสียเวลาเดินทาง ทำให้การเดินทางและการขนส่งสินค้ามีความแน่นอนตรงต่อเวลา 

การคมนาคมดีย่อมส่งเสริมให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตขึ้นด้วย  เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นนั้นสร้างงานให้ผู้คนมีรายได้ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาจราจรทำให้มีงานเกิดขึ้นมากมายด้วย แม้รัฐบาลจะขาดแคลนงบประมาณเพียงใด ก็ต้องหาแนวทางอื่นมาช่วยในการลงทุนเพื่อการนี้  การที่รัฐบาลไทยให้เอกชนมาลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน 3 สายด้วยระบบสัญญาแบบ Design – Build and Operate นั้นก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนในการพัฒนาระบบขนส่ง ต้องถือว่าการขนส่งของชาติมิใช่ภารกิจของราชการเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

- See more at: http://www.buildernews.in.th/page.php?a=10&n=176&cno=5240#sthash.lw4504mT.dpuf